สร้างพลเมืองไทย 4.0 ผ่านเรื่องราวชุมชนท้องถิ่น

“ไทยแลนด์ 4.0” นโยบายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืน โดยเน้นกระบวนการสร้างความเข้มแข็งจากภายในให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ แล้วพึ่งพากันเอง ซึ่งปัจจัยสำคัญ ที่จะพาประเทศไปถึงเป้าหมายดังกล่าวคือ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” ที่ควรเริ่มจากกลุ่มคนที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต นั่นคือ “เด็กและเยาวชน”

นางปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จะเห็นได้ว่าในวงการศึกษาขณะนี้มีเป้าหมาย ในการพัฒนาคุณลักษณะเยาวชนในศตวรรษที่ 21 ทั้งทักษะในการทำงาน ทักษะในการสื่อสาร ทักษะในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการจัดการ แต่เราจะจัดการเรียนการสอนอย่างไรที่จะเปลี่ยนการเรียนในตำรา ให้กลายเป็นการพัฒนาทักษะความสามารถ ในขณะเดียวกันผู้เหลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็บอกเสมอว่า เด็กจะมีความรู้อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเป็นคนดีต้องมีความเคารพผู้ใหญ่ เข้าใจขนมธรรมเนียม วิถีวัฒนธรรมไทย ซึ่งพวกเขาจะเข้าใจเมื่อได้มาสัมผัสกับลุงป้าที่อยู่ในชุมชน จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้เรียน เพราะอ่านตำราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ …การเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้นอกตำรา ทำให้เด็กๆ ได้เกิดการพัฒนาตนเอง การเรียนรู้รากเหง้าและภูมิปัญญาชุมชน จะทำให้จิตใจเขาอ่อนโยนลง ไม่หยาบกระด้างการที่ได้เรียนรู้ทุกข์ของชุมชน ทำให้พวกเขาพร้อมที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับชุมชน เราได้เห็นภาพแล้วว่าโครงการเหล่านี้คือการสร้างคน สร้างคนรุ่นใหม่ให้แก่ชุมชน เกิดกลไกพัฒนาเยาวชนในระยะยาว” ด้าน ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า “ที่ผ่านมาระบบการศึกษาไทยเป็นระบบการศึกษาเพื่อสอบ เพราะว่าเราไปเชื่อว่าการศึกษา เป็นการติวเป็นการสอบ เป็นการคัดเลือก แต่การศึกษาที่แท้จริงคือ การศึกษาที่ลงไปสู่การปฏิบัติไปสุ่การเรียนรู้ ไม่ใช่ศึกษาเพื่อการทดสอบ จนในที่สุด เด็กทั้งประเทศเป็น Passive citizen ไม่ใช่ Active Citizen ทำให้เด็กไม่มีปฏิสัมพันธ์ ไม่มีสังคม คิดมิติของคุณคนเดียว และถ้าหากเรายังไม่ปฏิรูป ยังไม่เปลี่ยนแปลง เชื่อเลยว่าอีก 20 ปีข้างหน้า เราก็จะมีแต่พลเมืองที่เนือยนิ่งและจะอยู่ตามลำพังอยู่กับเทคโนโลยี แต่ไม่รักบ้านเกิดไม่รักประเทศ ไม่มีจิตอาสา อันตรายมากเลยเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำให้เกิดขึ้น คือ 1.การปฏิรูปการศึกษาต้องเริ่มจากฟังเสียงเด็ก ไม่ใช่ฟังเสียงครู ไม่ใช่ฟังเสียงพี่เลี้ยง และเข้าใจสิ่งที่เด็กคิดและถามสิ่งเหล่านี้จะยกระดับคนทั้งประเทศ 2.การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ เพราะฉะนั้นการมีส่วนร่วมต้องมาจากคนในชุมชน จากพวกกลุ่มเด็กและบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้นำ นายก อบจ. ต่างต้องมีส่วนร่วมช่วยกันให้เกิด Active Citizen เพราะการมีส่วนร่วมภายใน คือ คำตอบของความยั่งยืนและความต่อเนื่อง แต่ถ้าเรายังปล่อยให้ลูกหลานเรียนหนังสืออยู่ในห้องเรียน ไม่เคยออกนอกห้องเรียน นอกมหาวิทยาลัยไม่ออกไปสู่เรื่องอะไรต่างๆ ไม่มีทางสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ได้สำเร็จ อีกส่วนหนึ่งการสร้างกิจกรรมทักษะ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนออกแบบเอง จะทำให้เด็กได้เรียนรู้และเขาสามารถพัฒนาตนเองใ ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth